สไตล์ของบ้าน
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบ เพื่อให้ได้บ้านซึ่งพื้นที่ใช้สอยต่างๆตรงตามความต้องการแล้ว การวางตำแหน่งห้องต่างๆอย่างเหมาะสมจะทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้งานพื้นที่เหล่านั้นได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข แต่อย่างไรก็ดีคุณค่าของบ้านด้านความสวยงามก็เป็นสิ่งที่สวยงามก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน
ความสวยงามของบ้าน สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตหรือก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์แก่ผู้อยู่อาศัย บ้านบางหลังจะมีบุคลิกเฉพาะตัว ซึ่งสามารถรับรู้ได้เมื่อเห็นท่านอาจมีความรู้สึกต่อบ้านที่แตกต่างกัน เช่น หลังนี้ดูสวยงามแบบน่ารัก อีกหลังอาจดูสวยแบบโบราณที่มีเรื่องเล่ามากมายอยู่เบื้องหลัง เป็นต้น
สไตล์ของบ้านหรือรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (Architectural Style) ของบ้านจะมาจากรูปแบบที่เห็นภายนอกของบ้านเป็นหลัก ความแตกต่างที่สร้างสไตล์มาจากลักษณะภายนอกที่ปรากฏสู่สายตา เช่น เสา ประตู หน้าต่าง หลังคา ผนังภายนอกและอื่นๆ ซึ่งมีรูปแบบและวัสดุที่ใช้ก่อสร้างต่างกัน
สำหรับท่านที่ชื่นชอบบ้านแนวชาติตะวันตก อาจศึกษาจากบ้านในแถบยุโรป เนื่องจากมีการพัฒนารูปแบบบ้านหลากหลายตามสภาพภูมิประเทศและอากาศ โดยในสหรัฐอเมริกาได้มีการจำแนกรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบ้านหลักๆ ดังนี้
บ้านสไตล์ยุโรปและอเมริกัน
การเลือกสไตล์บ้านของท่านตามรูปแบบของยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น ท่านอาจหารูปบ้านและบรรยากาศที่ต้องการให้กับสถาปนิก เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ แต่แบบบ้านของท่านอาจมีการปรับเปลี่ยนไปจากสไตล์ที่ต้องการบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย เช่น ท่านต้องการแบบบ้านสไตล์ยุโรปที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นฝนตกน้อยและอาจมีหิมะ คนแถบนั้นจึงต้องการแสงแดด ดังนั้น บ้านจึงมักไม่ค่อยมีกันสาด แต่บ้านที่สร้างแบบนี้เมื่อต้องพบกับฝนที่ตกหนักในฤดูฝนบ้านเราซึ่งมีลมแรงร่วมด้วยก็อาจจะมีปัญหาการรั่วซึมของน้ำฝน และสำหรับแสงแดดในบ้านเราเป็นสิ่งที่มีตลอดปีและรุนแรงกว่าทุกปีและรุนแรงกว่าทางยุโรปจะส่งผลให้ภายในบ้านร้อนอบอ้าวได้
การเอาสไตล์บ้านในยุโรปมาใช้ในประเทศไทย จึงควรมีการปรับปรุงบางส่วนตามความเหมาะสม โดยยังคงบรรยากาศเอาไว้ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายของสถาปนิกผู้ออกแบบที่ทำให้ได้ ทั้งนี้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมหรือสไตล์ของบ้านแบ่งได้ดังนี้
บ้านสไตล์ A - Frame
บ้านแบบนี้มีลักษณะเด่น คือ รูปแบบหลังคายาวลงมาเกือบถึงระดับพื้น โดยในสหรัฐอเมริกามีการนำมาสร้างและเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นช่วงประมาณ พ.ศ.2498 ในประเทศไทยบ้านที่มีรูปทรง A – Frame มักนิยมทำเป็นบังกะโลที่พักอาศัยในเมืองพักผ่อน หรือเป็นบ้านหลังที่สองในชนบท
โครงสร้างบ้านเรียบง่ายในต่างประเทศอาจมีช่องเปิดขึ้นสู่ห้องใต้หลังคา แต่ในประเทศไทยอาจใช้กันน้อยจากปัญหาความร้อนใต้หลังคา แต่รูปแบบ A – Frame ทำให้แบบบ้านดูทันสมัยและการก่อสร้างไม่ซับซ้อนมาก ราคาเฉลี่ยโดยไม่สูงจึงเหมาะกับการสร้างเป็นบ้านพักผ่อนหลังที่สอง
บังกะโล (Bungalow)
บังกะโลจะหมายถึงบ้านเดี่ยวที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ส่วนใหญ่มักสร้างชั้นเดียว หรืออาจมีชั้นลอยเพิ่มขึ้นโดยพื้นที่ห้องอยู่ช่วงลาดของหลังคา ตัวบ้านมักยกพื้นสูงจากระดับดินพอสมควรมีบันไดขึ้นและมีเฉลียงหน้าบ้านกว้างสำหรับนั่งเล่นรับลม เหมาะสำหรับเป็นบ้านพักผ่อนหรือเป็นชายหาด
บ้านสไตล์โคโลเนียล (Colonial Style)
บ้านสไตล์นี้หมายถึงบ้านในยุคอาณานิคมนี้โดยทั่วไปจะมีลักษณะรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักมีพื้นชั้นสองยื่นออกจากแนวอาคารชั้นล่างหรืออาจมีเฉลียงหรือมุขทางเข้าบ้าน โดย Colonial Style ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นประมาณ พ.ศ.2400 เป็นต้นมา ซึ่งยุคสมัยที่ชาติตะวันตกที่เจริญกว่าทางด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะการทหาร ขยายอาณานิคมมายังประเทศที่ยังล้าหลังกว่าเพื่อหาผลประโยชน์ทางการค้าต่างๆ
บ้านแบบอาณานิคมหรือสไตล์โคโลเนียลในบ้านเรา มีสร้างกันมากในสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งเรียกกันว่าบ้านฝรั่ง (ภาษาจีนแต้จิ๋วว่า“อั่งม่อเล้า”) อาจต่างกับในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีหลายแบบ เช่น British , French , Spanish หรือ Dutch Colonial เป็นต้น โดยจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปบ้างในแถบบ้านเราจะมีสถาปัตยกรรมแบบนี้ให้เห็นได้บ้างและหาดูได้ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย เป็นต้น
สไตล์กระท่อมคอตส์วอล (Cotswold Style)
คำว่า Cotswold เป็นชื่อเรียกแกะสายพันธุ์หนึ่งในประเทศอังกฤษ (United Kingdom) ที่มีลักษณะเฉพาะคือมีขนยาว เลี้ยงกันที่เมือง Cotswold Hills ในชนบททางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ บ้านในชนบทแบบนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวคือผนังก่อด้วยหิน Cotswold ที่มีสีออกเหลือง หลังคามุงด้วยกระเบื้องหินชนวน มีปล่องควันเด่นชัดที่ยื่นออกจากตัวบ้านและประตูทางเข้าค่อนข้างต่ำ
สไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Style)
บ้านแบบร่วมสมัย จะดูเป็นบ้านที่ผสมผสานความอบอุ่นสบายของบ้านยุคก่อนกับการตกแต่งสมัยใหม่ที่เน้นความเรียบง่าย ลักษณะเด่นของสไตล์นี้ คือ ผนังภายนอกดูเรียบๆมีงานตกแต่งน้อยการใช้สีก็ดูไม่ฉูดฉาด โดยมักสีโทนกลางๆ
บ้านไร่ (Country House or Farm House)
บ้านไร่หรือบ้านฟาร์มตามแนวของคนอเมริกัน จะมีลักษณะเด่นตรงที่มีระเบียงหรือเฉลียงหน้าบ้านกว้างขวาง บางหลังอาจมีรอบบ้าน หลังคาทรงจั่วค่อนข้างชัน และอาจมีช่องหน้าต่างของห้องใต้หลังคาเป็นมุขยื่นออกมาจากหลังคา
สไตล์อเมริกันคราฟส์แมน (American Craftsman style)
คำว่า Craftsman หมายถึง ช่างฝีมือ ซึ่งให้ความหมายของบ้านแบบนี้ว่า มีงานก่อสร้างที่สวยงาม มีงานตกแต่งที่ทำด้วยมือ โดยลักษณะเด่นคือหลังคาไม่ชันมาก มักมีไม้จันทันตัดแต่งยื่นออกมาจากชายหลังคามีชายคากว้าง มีงานฝ้าชายคาไม้อาจมีเท้าแขนตกแต่ง เสาไม้สี่เหลี่ยมรับหลังคาที่มีการตกแต่ง เช่น ลบมุมหรือเรียวเล็กลงจากโคนเสาใช้หัวเสา เป็นต้น
สไตล์ทูดอร์ (Tudor style)
บ้านสไตล์ทูดอร์ ผู้ออกแบบบางท่านอาจเรียกว่า บ้านสไตล์อังกฤษ เนื่องจากลักษณะเฉพาะตัวของบ้านที่พัฒนาในประเทศอังกฤษ ระหว่างศตวรรษที่ 20 นี้ โดยคงกลิ่งอายของรูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคารสมัย Tudor (1485 - 1603)
สำหรับบ้านที่ออกแบบสไตล์นี้จะดูเรียบๆไม่หรูหรา ให้ความรู้สึกชนบท(ในประเทศอังกฤษ) รูปทรงหลังคารูปจั่ว โครงสร้างหลักของอาคารเป็นไม้ โดยผนังแซมด้วยงานก่ออิฐหรือหิน มีช่องหน้าต่างแบบคู่ พื้นชั้นสองมักยื่นออก โดยมีชิ้นส่วนค้ำยันลักษณะเท้าแขนรองรับ มีมุขยื่นของหน้าต่างบ้านสไตล์ทูดอร์ ในยุคแรกมีการมุงหลังคาด้วยฟาง ซึ่งทำดูสวยงามสะดุดตาไปอีกแบบ
สไตล์กรีก (Greek Revival style)
เจ้าของบ้านบางท่านอาจชอบบ้านที่โอ่อ่าดูสง่างามแบบวิหารสมัยกรีก โดยลักษณะเด่นอยู่ที่มุขหลังคา ด้านหน้าทรงจั่ว ความชันน้อย ตกแต่งด้วยเสาร์สูง ประดับด้วยปูนปั้น(บ้านเราเรียกเสาโรมัน) อาคารสไตล์นี้ได้พัฒนามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และ 19 เมื่อมีการศึกษาทางโบราณคดีของสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันเกี่ยวกับสัดส่วนอาคารหลัก ได้แก่ สัดส่วน Doric , Ionic และ Corinthian และนำมาประยุกต์ใช้ในการออกอาคตารได้อย่างสง่างาม
สไตล์อิตาเลียน (Italianate style)
บ้านสไตล์นี้ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในประเทศอังกฤษประมาณต้นศตวรรษที่ 19 และมีการนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการออกแบบประทศต่างๆ โดยมีลักษณะเด่น คือ หลังคาเป็นดาดฟ้าเรียบหรือเป็นทรงปั้นหยาที่ค่อนข้างลาด มักมีงานชายคาปูปั้นตกแต่งด้วยเท้าแขน อาจมีหอคอยชมวิว(คล้ายหอระฆัง) ประกอบอยู่ที่หลังคา สำหรับรูปทรงของตัวบ้านมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า
สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean style)
บ้านแบบเมดิเตอร์เรเนียน ได้พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1920 – 1930 โดยอิงรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคฟื้นฟู(ศตวรรษที่ 16) ของพระราชวังและบ้านพักตากอากาศในอิตาลี โดยปัจจุบันจะพบมากในสหรัฐอเมริกา แถบรัฐแคลิฟอร์เนียร์(California) และรัฐฟลอริดา(Florida) รวมถึงเมืองตากอากาศแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนที่ขึ้นชื่อ เช่น แคว้นทัสคานี(Tuscany) ในประเทศอิตาลีหรือเมืองโปรวองซ์(Provence) ในประเทศฝรั่งเศส
บ้านสไตล์นี้อาจมีหลายชั้น รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม มี่ด้านหน้าบ้านเป็นสมมาตร หลังคาไม่ชันมาก มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ผนังภายนอกมักเป็นปูนฉาบ มีช่องประตูหรือหน้าต่าง โค้งรอบๆบบ้านโดยบางแห่งอาจมีแสดงรายละเอียดอิฐหรือหินหรือหินหลักยอดโค้ง(Keystone) ด้วยสำหรับกำแพงกันตกหรือรั่วมัดรวมกันปูกระเบื้องปิดสัน
ตัวบ้านมักมีระเบียงยื่นอาจมีการใช้หน้าต่างบานเกล็ดไม้ มีการใช้งานโลหะตกแต่ง ทำจากเหล็กเหนียวดัด(Wrought Iron) ทองเหลือง อัลลอยด์ หรืออื่นๆ ซึ่งอาจทำลวดลายพื้นๆไปถึงถึงงานวิจิตรพิสดารได้
สไตล์วิคตอเรียน (Victorian style)
ชื่อบ้านสไตล์วิกตอเรียนมาจากช่วงเวลาของการพัฒนาบ้านแบบนี้ขึ้นมา ขึ้นอยู่ในยุควิคตอเรียน(Victorian era , 1837 - 1901) ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษปกครองโดยราชินีวิคตอเรีย(Queen Victoria) โดยในยุคนี้ประเทศอังกฤษค่อนข้างสงบสุข มีการขยายอาณานิคมออกไปกว้างขวางและมั่นคง จึงส่งผลทำให้สภาพเศรษฐกิจที่ดี การผลิตเริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการอพยพเข้าเมืองมาก จึงทำให้เกิดชนชั้นกลางที่มีฐานะดีขึ้นและต้องการบ้านอยู่อาศัยในเมืองประกอบกับภาษีด้านวัสดุก่อสร้างประเภทอิฐและกระจกลดลง ทำให้ราคาวัสดุเหล่านี้ถูกลงและมีมาตรฐานทางอุตสาหากรรม จึงทำให้บ้านยุคนี้ใช้วัสดุอิฐก่อมาก
บ้านสไตล์วิกตอเรียได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ เช่น สไตล์อิตาเลียน(Italianate Style) สไตล์โกธิค(Gothic) นิยมสร้างเป็นแบบเทอเรซเฮาส์(Terrace House) หรือบ้านเราเรียนทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยว โดยอาจทำเป็นสองถึงสามชั้น มีการตกแต่งภายนอกมากให้ดูหรูหรา มีมุขหน้าประตูทางเข้าซึ่งบางหลังทำเป็นรูปโค้ง อาจทำเป็นเฉลียงรอบ ห้องภายในบ้านที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ห้องแปดเหลี่ยม หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าต่างที่นิยมใช้เป็นบานกระจกแบบเลื่อนขึ้นบน(Sash Windows) และค่อนข้างมีขนาดใหญ่ โดยการตกแต่งสวยงามแปลกตา
สไตล์สวิสชาเลต์ (Swiss Chalet) หรือบาวาเรียน (Bavarian Style)
คำว่า Chalet หมายถึง บ้านหรือที่พักอาศัยที่สร้างด้วยไม้ หลังคาลาดเอียงทรงจั่ว มีชายคายื่นโชว์จันทันไม้ตกแต่ง บ้านอาจสร้างชั้นเดียวหรือสองชั้น โดยชั้นบนมักมีระเบียงด้านหน้า ซึ่งนิยมทำรางปลูกไม้ดอกประดับด้วยผนังภายนอกสร้างด้วยไม้ ในปัจจุบันอาจเป็นงานก่ออิฐฉาบปูนผสมซึ่งคล้ายคลึงกับสไตล์บาวาเรียน
เราสามารถพบบ้านสไตล์นี้มากในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และในเมืองตากอากาศ ประเภทสกีรีสอร์ทแถบเทือกเขาแอลป์ในยุโรป สำหรับบ้านสไตล์ชาวเลต์บางแห่งอาจปรับเปลี่ยนวัสดุงานผนังภายนอกเป็นแบบท่อนซุง ก็จะให้ความรู้สึกของบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่งจะเรียกว่าบ้านแบบ Log Home หรือบ้านซุง
บ้านสไตล์ชนบทในยุโรป
ทวีปยุโรปประกอบด้วยประเทศขนาดเล็กติดต่อกัน จึงมีการไปมาหาสู่ค้าขายกันตลอดมาจากอดีต ดังนั้นวัฒนธรรมต่างๆก็มีส่วนคล้ายคลึงกันเช่นเดียวกัน บ้านในชนบทบทแถบนี้จึงมีส่วนคล้ายคลึงกันอาจด้วยสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวัสดุก่อสร้างที่ทนทาน ได้แก่ หินมาใช้ในการก่อสร้างตั้งแต่โบราณ เราจึงสามารถพบเห็บบ้านเก่าอายุเป็นร้อยปีได้ในหลายๆพพื้นที่ การนำเสนอสไตล์บ้านข้างต้น ก็เป็นเฉพาะสไตล์ยุโรปและอเมริกาที่เป็นที่รู้จักกันในบ้านเราโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับสไตล์อื่นๆผู้สนใจอาจหาศึกษาเพิ่มเติม ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรู้สึกในแต่ละสไตล์บ้านที่ชอบจากนิตยสารต่างๆไว้ให้ผู้ออกแบบดู ก็จะมีประโยชน์มากในการออกแบบบ้านสไตล์ของท่านเอง
ทั้งนี้ในการออกแบบบ้านนั้นท่านควรพิจารณาความต้องการของห้องและพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ลองดูตำแหน่งที่ตั้งของห้องเหล่านั้นในตัวบ้านว่าสะดวกสบายในการใช้งานหรือไม่รวมถึงให้ตรวจสอบดูพื้นที่ใช้สอยตามแบบแปลนก่อนว่าถูกต้องหรือเพียงพอหรือไม่ จากนั้นจึงขอให้ผู้ออกแบบช่วยออกแบบตกแต่งให้ได้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามที่ต้องการต่อไป
ข้อมูลทางบรรณานุกรม หอสมุดแห่งชาติ
วิสูตร จิระดำเกิง, หนังสือไอเดียออกแบบบ้าน, ปทุมธานี: กรรณกวี, 2554 หน้า 55-96 |
|